RSS

4 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในพอร์ตการลงทุน

นักลงทุนส่วนใหญ่คงได้ทำการศึกษาบริษัทนั้นๆมาอย่างดีก่อนตัดสินใจซื้อหุ้นเข้าพอร์ตโฟลิโอ ทั้งในแง่ธุรกิจ โอกาสในการเติบโต ผู้บริหาร งบการเงิน ความเสี่ยง รวมไปถึงผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดว่าจะได้รับทั้งในส่วนของเงินปันผลและราคาที่เพิ่มขึ้น และหลังจากซื้อหุ้นนั้นๆเข้าพอร์ตแล้วนักลงทุนควรจะกลับมาดูว่า เหตุผลที่ใช้ในการตัดสินใจซื้อหุ้นนั้นยังคงใช้ได้อยู่หรือไม่เมื่อเวลาผ่านไป เพราะการเก็บหุ้นไว้ในพอร์ตโดยที่ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นเปลี่ยนไปจากที่คาดไว้อาจส่งผลต่อผลตอบแทนที่จะได้รับในอนาคตได้ ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนจึงควรจะตรวจสอบพอร์ตการลงทุนอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้งเพื่อดูว่าผลการดำเนินงานของบริษัทที่เราลงทุนอยู่เป็นอย่างไร บริษัทมีปัญหาอะไรในช่วงปีที่ผ่านมาหรือไม่ และการตรวจสอบหุ้นในพอร์ตยังสามารถช่วยให้นักลงทุนรู้ว่า นักลงทุนต้องการจะถือหุ้นตัวนั้นต่อไปหรือไม่ หรือควรซื้อเพิ่มที่ราคาปัจจุบัน หรือควรขายเพื่อทำกำไร หรือแม้แต่รับรู้การขาดทุน

สำหรับการตรวจสอบพอร์ตโฟลิโอนั้น รายละเอียดที่นักลงทุนจะเข้าไปตรวจสอบอาจแตกต่างกันได้ตามลักษณะขอบริษัท เช่น สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่จำพวกบลูชิพ ปัจจัยพิ้นฐานของบริษัทมักจะมั่นคงและไม่เปลี่ยนแปลงง่ายนัก นักลงทุนอาจเน้นไปที่ปัญหาใหญ่ๆที่สามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อบริษัทได้ ส่วนธุรกิจทั่วไปที่ยังไม่มั่นคง อาจถูกกระทบจากสถานการณ์ตลาด ปัจจัยภายนอก รวมไปถึงการเก็งกำไรจากข่าวสารระยะสั้นได้ง่ายกว่า นักลงทุนอาจต้องสนใจรายละเอียดในการตรวจสอบมากกว่าแบบแรก

ส่วนเป้าหมายในการตรวจสอบพอร์ตโฟลิโอนั้นก็เพื่อให้นักลงทุนได้รู้ว่า ควรจะตัดสินใจต่อหุ้นนั้นๆอย่างไร ซื้อเพิ่ม ถือไว้ หรือขายหุ้นที่มีอยู่เพื่อนำเงินไปลงทุนในหุ้นตัวอื่นแทน ซึ่งหากนักลงทุนตัดสินใจผิดพลาด ขายหุ้นที่ดีออกจากพอร์ตและซื้อหุ้นที่แย่กว่าเข้าพอร์ต นอกจากจะทำให้ผลตอบแทนที่จะได้รับในอนาคตลดลงแล้ว นักลงทุนยังมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อขายอีกด้วย ทางมอร์นิ่งสตาร์มี 4 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในพอร์ตการลงทุนและวิธีหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเหล่านี้มาฝากนักลงทุนกัน

ขายหุ้นเพราะราคาตลาดเพิ่มขึ้น การขายหุ้นแบบนี้ถึงแม้จะได้กำไรจากส่วนต่างของราคาในวันนี้แต่มันอาจเทียบไม่ได้เลยกับกำไรที่นักลงทุนอาจจะได้รับในอนาคต ก่อนตัดสินใจขายหุ้น นักลงทุนไม่ควรดูแค่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรมองกลับไปที่ปัจจัยพิ้นฐานของบริษัทและถามตัวเองก่อนว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทมั่นคงเพียงใด โอกาสในการเติบโตของกำไรเป็นอย่างไร และบริษัทมีโอกาสที่จะไปถึงเป้าหมายที่นักลงทุนตั้งไว้มากน้อยเพียงใด

ขายหุ้นเพราะราคาตลาดลดลง หากนักลงทุนเพิ่งเริ่มถือหุ้นได้เพียงระยะสั้นภายใน 1 ปีแล้วราคาหุ้นลดลงอย่างมาก นักลงทุนควรจะตรวจสอบปัจจัยที่นักลงทุนใช้ในการตัดสินใจซื้อหุ้นเข้าพอร์ตว่ายังคงใช้ได้หรือไม่ เพราะราคาตลาดนั้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอดในช่วงเวลาหนึ่งๆ และการซื้อหุ้นที่ราคาสูงแต่ขายในราคาที่ต่ำกว่าไม่สามารถทำให้นักลงทุนมีกำไรได้ หากบริษัทมีพื้นฐานดีและมีผลการดำเนินงานเติบโตตามการวิเคราะห์ ราคาตลาดอาจปรับขึ้นภายหลังในระยะยาว อย่างไรก็ตาม สำหรับหุ้นจำพวกนี้นักลงทุนอาจตรวจสอบอย่างใกล้ชิดเพราะบริษัทมีความเสี่ยงที่จะมีปัญหาเกิดขึ้นมากระทบปัจจัยพื้นฐานได้

ไม่ขายหุ้นเพราะราคาตลาดลดลง ราคาตลาดที่ลดลงอาจมาจาก 2 สาเหตุหลักๆคือ ราคาตลาดไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท หรือการวิเคราะห์ผิดพลาดของนักลงทุนตอนตัดสินใจซื้อหุ้น หากสาเหตุมาจากอย่างหลัง แต่นักลงทุนยังเชื่อว่าตนเองนั้นถูกเสมอหรือคาดหวังว่าราคาตลาดต้องสูงขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคต ก็จะทำให้ยิ่งขาดทุนเพิ่มขึ้นจากการถือหุ้นนั้นต่อไปเรื่อยๆ ในทางกลับกันหากทำการวิเคราะห์แล้วพบว่าราคาตลาดไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง นักลงทุนควรจะคิดต่อไปว่าอีกนานเท่าไรตลาดจึงจะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง หรือมีเหตุการณ์อะไรที่จะสามารถทำให้ตลาดรับรู้มูลค่าที่แท้จริงได้ และตัวนักลงทุนเองนั้นสามารถทนรอจนกว่าจะถึงเวลานั้นได้หรือไม่

ไม่ขายหุ้นเพราะราคาตลาดเพิ่มขึ้น เป็นไปได้อีกเช่นกันที่นักลงทุนไม่คิดจะขายหุ้นด้วยเหตุผลที่ว่าหุ้นนั้นให้ผลตอบแทนที่ดีในอดีต ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงราคาในอดีตจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ใช้ประกอบการตัดสินใจในการซื้อหุ้น แต่ต้องไม่ลืมว่าราคาในอดีตนั้นไม่สามารถการันตีผลตอบแทนในอนาคตได้

นักลงทุนสามารถหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดในการลงทุนเหล่านี้ได้ด้วยการตรวจสอบพอร์ตโฟลิโอของตนเอง และให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทที่เป็นตัวกำหนดผลตอบแทนที่แท้จริงทั้งในด้านราคาตลาดและการจ่ายปันผลเพื่อให้ได้หุ้นที่เหมาะสมสำหรับการถือครองในระยะยาว

 

บทความโดย ชิสา รัศมีสังข์ (shisa.ratsameesang@morningstar.com)

จากคอลัมน์ Five-Star Investor (หนังสือพิมพ์ Post Today วันที่ 5 ส.ค. 2557)

– See more at: http://www.morningstarthailand.com/th/news/129437/4-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9e%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99.aspx#sthash.j83COsSu.dpuf

 
Leave a comment

Posted by on December 11, 2014 in Investment

 

คนใช้ 3G ต้องรู้ Fair Usage Policy คืออะไร Fair หรือ ไม่ Fair กันแน่ !!!???

ยุคนี้เป็นยุด 4G ไม่ผิดแน่นอนครับ
แต่สำหรับประเทศไทยยังเป็นยุค 3G เทียม 3G แปลงเพศ หรือ 3G กลายพันธุ์
แล้วแต่แต่ละท่านจะเรียกครับ

แต่อย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อเค้าว่าไทยเรามี 3G แล้วแม้จะมาช้ากว่าชาวบ้านชาวช่องเค้านานขนาด
แต่เมื่อมาแล้วไม่มีใครทนได้ครับต้องไปเปิดมาใช้แน่นอนเพราะรอมานานเหลือเกิน
คุณเองก็อาจเป็นหนึ่งคนในนั้น

แต่เมื่อใช้ได้ไม่นานคุณก็อาจจะเจอข้อความส่งเข้ามือถือเกี่ยวกับ Fair Usage Policy
หลายท่านคงตกใจว่าใช้เกินเหรอ เสียเงินเพิ่มหรือป่าว
เพราะหลายๆท่านคงเปิด package แพงสุดแบบ unlimit  ไปแล้ว คงจะงงๆเหมือนกัน
มาแก้งงกันครับ

เริ่มจาก Fair Usage Policy คืออะไรก่อนนะครับ
เจ้าที่เค้าขยันโฆษณาเสียเหลือเกินว่า 3G ครอบคลุมมากที่สุดทั่วไทยเร็วแบบโคตรๆเค้าอธิบายว่า

เกี่ยวกับ Fair Usage Policy

Fair Usage Policy เป็นข้อกำหนดและเงื่อนไขหนึ่งของการใช้งานดาต้าผ่านเครือข่าย 3G* ของx เพื่อบริหารการใช้งานดาต้าของลูกค้าผ่านโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์ที่รองรับ การใช้งานดาต้าอย่างเหมาะสม ทำให้ลูกค้าทุกท่านสามารถใช้งาน 3G* ได้เต็มประสิทธิภาพ ด้วยความเร็วที่เหมาะสมระดับ 3G ซึ่งผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลกใช้ข้อกำหนดนี้เป็นมาตรฐานบริหาร การใช้งานดาต้า (Standard Practice)

Fair Usage Policy ถูกกำหนดขึ้นเนื่องจากมีลูกค้าส่วนน้อย (ประมาณ 1-2%) นำโปรโมชั่นการใช้งานดาต้าบนเครือข่าย 3G* แบบไม่จำกัดไปใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ อาทิ การนำไปใช้งาน Bit Torrent โดยใช้โทรศัพท์มือถือต่อเป็นโมเด็ม หรือต่อผ่านแอร์การ์ด (Bit Torrent เหมาะสมกับการใช้งานผ่านเทคโนโลยี ADSL มากกว่า) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้งานของลูกค้าส่วนใหญ่ (ประมาณ 98%) ทำให้ประสิทธิภาพการใช้งาน 3G* ลดลง รวมถึงความเร็วในการใช้งานลดลงด้วย xคำนึงถึงประโยชน์ของลูกค้าส่วนรวมเป็นสำคัญ จึงขอกำหนดนโยบายนี้ เพื่อบริหารการใช้งาน 3G* ของลูกค้าที่ใช้งานไม่เหมาะสม และทำให้ลูกค้าทุกท่านสามารถใช้งาน 3G* ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยความเร็วที่เหมาะสมระดับ 3G

โดยตามข้อกำหนด Fair Usage Policy ผู้ใช้บริการรับสิทธิพิเศษใช้ 3G* โดยไม่คิดค่าบริการ ได้ไม่จำกัดปริมาณการใช้งาน โดยผู้ใช้บริการจะได้รับสิทธิใช้ 3G* เป็นจำนวน 3,000 เมกะไบต์ (3GB) ได้ที่ความเร็วสูงสุดถึง 7.2 Mbps หลังจากนั้นสามารถใช้ 3G* ใช้ได้ไม่จำกัดปริมาณการใช้งาน ได้ที่ความเร็วสูงสุดถึง 256 Kbps

เขียนมาได้ดีครับ ดูเหมือนทำเพื่อส่วนรวมมากครับ แต่จริงๆแล้วไม่น่าใช่นะครับ

ขออธิบายแบบนี้นะครับ เค้าโฆษณาว่าความเร็ว 3G ของเราอยู่ที่ 7.2Mbps คืออะไรครับ
คือ 1 วินาที ดาวน์โหลดข้อมูลได้ 7.2Mb (Mega bit per second) ครับ
แต่ด้วย  Fair Usage Policy ที่ว่าถ้า download ถึง 3GB (3000 Mega Byte โดยประมาณ) แล้ว
จะลดความเร็วเหลือ 256 Kbps
ซึ่ง EDGE เค้าวิ่งกันที่ 384 Kbps นะครับ พูดง่ายๆคือช้ากว่า EDGE อีกหลังจาก ใช้งานเกินที่เค้ากำหนด
แล้วมันน่าเศร้าตรงไหนเหรอครับมันน่าเศร้าตรงที่
8 bit = 1 Byte
3,000 MB / 7.2 Mbps = 417 x 8 = 3,333 วินาที หรือ 55 นาที  นี่คือเวลาที่เราสามารถใช้ความเร็วระดับ 3G ได้จริงๆ ที่เหลือต้องใช้ความเร็วต่ำกว่า EDGE ครับ  เพราะฉะนั้น เวลาที่เราจะใช้ 3G ได้จริงๆแค่ไม่ถึง 55 นาทีต่อเดือนเท่านั้นเอง
ไม่แปลกใจแล้วใช่มั้ยครับว่าทำไมใช้ได้ไม่นาน คุณถึงได้รับ SMS เตือนเป็นทุกเดือนไป
เพราะแค่จะดู MV จาก Youtube แบบ 720p ผ่าน iPad ของคุณก็ต้อง download ประมาณ ร้อยกว่า MB แล้วครับ
(นี่ยังไม่พูดถึงการใช้งานด้านอื่นๆ เช่น เช็ค eMail facebook instagram โหลด Apps eBook และอื่นๆอีกมากมาย)

คำถามคือ สุดท้ายแล้ว  Fair Usage Policy นี่มัน Fair กับใครครับ
กับลูกค้าท่านอื่นๆ (ซึ่งไม่ใช้คุณ และคุณทุกคนโดนเหมือนกันหมด) หรือ เป็นข้ออ้างให้ผู้ให้บริการใช้เอาเปรียบผู้บริโภคกันแน่
ไหนจะค่า Air Card ที่ผู้บริโภคต้องซื้อ
ไหนจะรายเดือนที่จ่ายไปอีก เกือบ 1,000 บ.ทุกเดือน
ถ้าคิดอยากแชร์ให้คนในบ้านได้ใช้ก็ต้องเสียค่า 3G Wireless Router อีก
โอ้รวมแล้วเสียเกือบ หมื่น บาท
ใครเปลี่ยนเบอร์เพื่อใช้ 3G คงเศร้าเพราะ Voice ของค่ายนี้เค้ากรากมากๆ

ใครที่คิดจะเปิด 3G คิดให้หนักนะครับ

 
4 Comments

Posted by on March 17, 2012 in IT

 

7 ขั้นตอนการผ่านช่วงวันหยุดปีใหม่ไปด้วยตัวคนเดียวประจำปี 2011-2012 (ฉบับเฝ้าบ้านคนเดียว)

7 ขั้นตอนการผ่านช่วงวันหยุดปีใหม่ไปด้วยตัวคนเดียวประจำปี 2011-2012 (ฉบับเฝ้าบ้านคนเดียว)

ในช่วงวันหยุดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ วันหยุดที่ใครๆเฝ้ารอ คนส่วนใหญ่ที่ทำงานต่างจังหวัดก็จะอาศัยช่วงวันหยุดนี้กลับบ้่านเกิดพบครอบครัวญาติพี่น้อง คนส่วนใหญ่อีกกลุ่มที่ทำงานที่บ้านเกิดก็จะรวมตัวกันในครอบครัวไปเที่ยวต่างจังหวัด แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้หยุดนะครับ ยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่ยังต้องทำงานเช่นพวกงานบริการ ร้านค้า และท่องเที่ยว และชนกลุ่มน้อย น้อยมากๆ (แต่ไม่ใช่ไม่มี เช่นผมเป็นต้น) ต้องถูกทิ้งให้เฝ้าบ้าน เลี้ยงน้องหมา และอื่นๆ อีกมากมาย
แม้มันจะดูยากแต่เราต้องผ่านช่วงวันหยุดสุดโหดเพียงลำพังไปให้ได้ ขอเสนอแนะให้ทำตัวตามนี้ครับกระผม

1- ทำตัว(และใจ)ให้เป็นปกติ
อย่าลืมนะครับว่ามันก็แค่วันวันนึง ความจริงมันก็แค่วันหยุด 2 วัน แค่ส่งท้ายปีเก่า 31 ธค กะวันต้อนรับปีใหม่ 1 มค คิดซะว่ามันแค่วันหยุดเสาร์ อาทิตย์ธรรมดาๆสะก็สิ้นเรื่อง จงทำตัวและใจให้เป็นปกติ เคยทำมันอย่างไงก็ทำมันอย่างนั้น
2- อย่าตั้งเป้าหมาย หรือวางแผน ว่าจะทำอะไรที่พิเศษทั้งสิ้น
เพราะถ้าทำอย่างนั้นมันจะไปขัดกับขั้นตอนที่ 1 เพราะมันจะผิดปกติหรือเกร็งจนเกินไป
อีกอย่างความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ถ้ามันไม่เป็นไปตามแผนจะทำให้เครียดซะป่าวๆ ยิ่งจะทำให้วันเวลาอีแค่ 2 วันที่ว่ามันนานเหมือน 2 ชาติไปได้ทันที เพราะฉะนั้นอย่า
3- งดรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ
โดยเฉพาะที่จะทำให้เรารู้ว่ามันคือวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ไอ้คืนวันที่ 31 นี่โหดร้ายสุด โปรดงดเปิด TV เด็ดขาด ภาพที่จะเห็นมันโหดร้ายเกินไป ผู้คนมากมายรวมตัวกันในงานณ.สถานที่สำคัญต่างๆทั่วโลก Oh My God มันโหดร้ายเกินไป วิทยุก็อย่าไปฟังมัน Facebook กะ Twitter นี่ปิดไปเลย ไอ้พวกขี้อวดมันจะอัพภาพโชว์ คุณไม่มีทางทนได้แน่ๆ
4- ตุนของกินไว้เยอะๆ
คุณคงไม่อยากออกไปข้างนอกแน่ๆ เพราะคนมันเยอะมาก และทุกคนเค้าก็เฮฮาปาจิงโกะกันหมด บางคนมากันเป็นคู่ บางคนมากันเป็นครอบครัวแสนสุข ส่วนคุณไปไหนต้องเอาน้องหมาไปด้วย ชีวิตที่ต้องนำน้องหมา แย่ไม่แพ้ต้องให้น้องหมานำ ยิ่งต้องไปแย่งเค้ากินแย่งเค้าซื้อ ร้านค้าก็ปิดกันเยอะเปิดกันอยู่ไม่กี่ร้านมันโหดร้ายมาก ยิ่งพาน้องหมาไปด้วยมัน โอ้ยตายดีกว่า
เพราะฉะนั้น ทางที่ดีคุณตุนของกินที่คุณชื่นชอบเอาไว้เยอะๆและหลากหลายน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด จะได้ไม่เบื่อแล้วก็ไม่ต้องออกไปไหน
5- หางานอดิเรกที่ชื่นชอบทำ
เอาแบบที่ทำคนเดียวได้นะ ไอ้เล่นไพ่ หรืออะไรที่คนเดียวทำไม่ได้อย่าคิดทำ เพราะมันทำไม่ได้จะหงุดหงิดป่าวๆ
ไอ้ที่ทำคนเดียวได้เช่น ฟังเพลง เตรียมไว้เยอะๆ ระวังอย่าเอาเพลงเศร้าเหงา หรือรื่นเริงจนเกินเหตุ เพราะมันจะทำให้รู้สึกเหงา และอย่าลืมห้ามฟังวิทยุนะเดียว DJ พูดมากเรื่องปีใหม่แล้วจะเคลียด
แล้วก็เอาหนังสือมาอ่านด้วย อะไรก็ได้ แฮรี่ต๊อดเตอร์ก็ได้ เบื่อๆก็เอาหนังมาดู เรื่องอะไรก็ได้ที่ไม่เกี่ยวกับปีใหม่ คริสมาส หนังเศร้าว้าเหว หรือหนังผี เดียวจะนอนไม่หลับ อย่าลืมห้ามดู TV เด็ดขาด เบื่ออีกก็เอาเกมส์มาเล่น เน้นพวก RPG นะเพลินๆ ผลาญเวลาได้ดีและเพลิดเพลินมาาาาาก
6- โปรดนอนแต่หัวค่ำ (หาอะไรอุดหูด้วย)
เมื่อคุณทำขั้นตอนที่ 1-5 ผ่านไปจนเริ่มเข้าช่วงค่ำคืนวันที่ 31 เข้าสู่ช่วงเวลาที่ยากที่สุดแล้ว โปรดนอนก่อน 4 ทุ่มและหาอะไรอุดหูด้วย เพราะแม้คุณจะทำตามขั้นตอนที่ 1-5 ได้อย่างราบลื่น และดูเหมือนว่าทุกอย่างกำลังผ่านไปได้ด้วยดีแล้ว ทุกอย่างจะพังทลายทันทีดังปราสาททรายที่สวยงามที่คุณก่อมากับมือถูกคลื่นซัด ทันทีที่คุณได้ยินเสียง “พุ๊” ไม่ว่าคุณจะอยูที่ไหนของโลกขอย้ำว่าได้ยินแน่นอน เพราะฉะนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือ นอนซะแล้วหาอะไรอุดหูด้วยนะครับ ก่อนนอนอย่าลืมปิดม่านและปิดนาฬิกาปลุกด้วยเพราะเกี่ยวข้องกับขั้นตอนต่อไป
7- โปรดตื่นสายสาย เที่ยงเลยยิ่งดี
มันอาจจะดูไร้สาระ แทนที่จะตื่นมาทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคล กลับมาให้นอนตื่นสายนี่นะ
เชื่อผมเถอะครับถ้าคุณยังไม่พร้อมจะไปทำบุญด้วยตัวคนเดียวก็อย่าพยายามเลย
นอกจากว่ามันจะเหนื่อยแล้ว มันจะเหงาด้วยจริงๆนะ
เมื่อคุณทำมาจนถึงขั้นตอนนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้วครับ
อีกไม่นานก็จะหมดวันแล้ว ให้ย้อนกลับไปทำตามขั้นตอนที่ 5 อย่างเคร่งครัด
ไม่นานวันนี้ก็จะกลายเป็นเมื่อวาน วันรุ่งขึ้นที่สดใส รอเราอยู่
สู้เค้า ซาโตชิ

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนมีความสุขในวันขึ้นปีใหม่นะครับ

RevoRoveR

 
Leave a comment

Posted by on December 30, 2011 in Uncategorized

 

เกิดอะไรขึ้นในช่วง 9 เดือนของการตั้งครรภ์

เขียนโดย กัมพล
เกิดอะไรขึ้นในช่วง 9 เดือนของการตั้งครรภ์
บทความนี้ได้สรุปพัฒนาการต่างๆของลูกน้อยในครรภ์เป็นรายเดือน แต่ละเดือนของการตั้งครรภ์ ลูกน้อยมีพัฒนาการที่รวดเร็วและมีความต้องการในแต่ละช่วงไม่เหมือนกัน มาอ่านบทความนี้เพื่อทำความเข้าใจกันนะคะ

  • ตั้งครรภ์ 1 เดือน
    ในเดือนแรกของการตั้งครรภ์ บางครั้งหรือส่วนมาก ไม่ทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ ประจำเดือนที่ขาดหายไป อาจจะ…………… ถ้าเป็นผู้ที่สนใจตัวเองจะทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คือ เต้านมจะใหญ่แข็งมากขึ้น คัดและเจ็บ อารมณ์จะเปลี่ยนไป หงุดหงิด ความไร้เหตุผลมีมากขึ้น ใน 1เดือนแรกของการตั้งครรภ์นี้ ทารกในครรภ์จะมีขนาดเล็กมาก เพียงเท่าเมล็ดข้าว อยู่ในถึงน้ำคร่ำเล็กๆ ที่มีรกเกาะอยู่ผนังมดลูก ขณะนี้ตัวทารกน้อย ที่มีขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าวจะมีตุ่มยื่นออกมาที่กำลังพัฒนา เป็นแขนขา ระบบประสาทเริ่มเกิด และใกล้เคียงกับระบบไหลเวียนโลหิต ก็กำลังเริ่มสร้างเครือข่ายไปทั่วร่างกายของทารก เมื่อมีความผิดปกติของระดู ควรจะตรวจสอบการตั้งครรภ์ เพื่อให้ทราบผลที่แน่นอน และถ้าท่านตั้งครรภ์ก็ควรละเลิกพฤติกรรมที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพของทารก เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มกาแฟ และสุรา เป็นต้น ดังนั้น ท่านควรไปฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ นะคะ
  • ตั้งครรภ์ 2 เดือน
    ในเดือนที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั้น เป็นเดือนที่สำคัญ เพราะเป็นเวลาที่ตัวอ่อนหรือทารกน้อยๆ จะมีการพัฒนา เจริญเติบโตของระบบประสาทและหลอดเลือด ขณะเดียวกันอวัยวะที่สำคัญก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ทำให้ระยะเวลาดังกล่าวนี้ ทารกจะเสี่ยงต่อการเกิดความพิการ ถ้าได้รับสารพิษเข้าไป ในเดือนที่ 2 นี้ตัวทารกจะมีความยาวประมาณ 1 นิ้วฟุต ซึ่งแม้จะมีขนาดเล็ก แต่ทารกก็จะมี แขน ขา หน้า รูปร่างเหมือนมนุษย์ขนาดจิ๋ว ขณะเดียวกันก็จะมีหัวใจที่เต้นทำงานบีบเลือดไปเลี้ยงร่างกาย ผู้ตั้งครรภ์ในเดือนที่ 2 นี้ ก็จะมีอาการแพ้ท้อง เช่นเดียวกับเดือนแรก คือจะมีอาการแสบท้องอ่อนเพลีย หน้าอกโตขยายใหญ่ขึ้น ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงจะทำให้การย่อยอาหารช้าลง จะทำให้ผู้ตั้งครรภ์มักจะมีอาการท้องอืดเฟ้อ ท้องผูก และผู้ที่ตั้งครรภ์จะรู้สึกหน้ามืด เป็นลมบ่อยๆ
  • ตั้งครรภ์ 3 เดือน
    ในเดือนที่ 3 ของการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้องอาจจะยังมีอยู่หรือเริ่มจะดีขึ้น อารมณ์ของผู้เป็นแม่จะเริ่มคงเส้นคงวา ในช่วงเดือนที่ 3 นี้ ด้วยเครื่องมือตรวจการทำงานของหัวใจ อาจจะได้ยินเสียงเต้นของหัวใจ ซึ่งถ้าผู้เป็นแม่ได้ยินแล้วจะรู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น และน่าประทับใจ ในวัยนี้ทารกจะมีขนาดโดยประมาณ 3 นิ้วฟุต อวัยวะต่างๆ จะเกิดจนครบและกำลังพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ อวัยวะต่างๆ ก็เริ่มทำงานได้แล้ว สำหรับวัยขนาดครรภ์ 3 เดือนนี้เครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง ยังไม่สามารถบอกเพศได้ว่าเป็นหญิงหรือชาย
    สำหรับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายนั้น จะเริ่มพบว่ามีอาการบวมของฝ่ามือ ฝ่าเท้า รวมทั้งเส้นเลือดก็จะเริ่มโป่งให้เห็นเป็นลักษณะเส้นเลือดขอดได้ง่ายขึ้น
  • ตั้งครรภ์ 4 เดือน
    การตั้งครรภ์ในระยะนี้ นับเป็นเดือนแรกของไตรมาสที่สอง อาการแพ้ท้องในเดือนนี้มักจะหายไป เริ่มทานอาหารได้มาก ทำให้น้ำหนักเริ่มมากขึ้น อารมณ์เข้าสู่สภาพปกติ แต่ยังอาจจะมีสภาพใจลอย อาการตกขาวอาจจะมีมากขึ้น เส้นเลือดขอดและ ริดสีดวงทวารจะเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าคนทั่วไป จากการขยายตัวของมดลูกอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงต่อระบบไหลเวียนของโลหิต
    ในปลายเดือนที่ 4 นี้ ผู้เป็นแม่อาจจะรู้สึกได้ถึงการดิ้นของทารกในครรภ์ ถ้าเคยมีประสบการณ์ในการตั้งครรภ์มาก่อน จะมีความรู้สึกว่าลูกดิ้นจะมีลักษณะเป็นอย่างไร ซึ่งตรงข้ามกับหญิงตั้งครรภ์แรกทารกในครรภ์ขณะนี้จะยาวประมาณ 4 นิ้วฟุต ทารกสามารถจะดูด กลืน เคลื่อนไหวได้คล้ายกับมนุษย์ทั่วไปที่ตัวเล็กๆ นั่นเอง แต่ก็ยังอ่อนแอไม่สามารถมีชีวิตอยู่นอกโพรงมดลูกได้
  • ตั้งครรภ์ 5 เดือน
    ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะการตั้งครรภ์ได้ผ่านมาครึ่งทางแล้ว ขณะนี้ผู้เป็นแม่มักจะมีความรู้สึกถึงการดิ้นของทารกได้ การดิ้นครั้งแรกๆ จะรู้สึกเบาและห่าง ซึ่งจะค่อยๆ ดิ้นแรงขึ้นๆ และถี่ขึ้นๆ ขณะนี้ผู้เป็นแม่มักจะมีอารมณ์ดี ไม่ซึมเศร้า ทารกในขณะเดือนที่ 5 จะมีขนาดประมาณ 10 นิ้วฟุต ศรีษะทารกยังค่อนข้างโต มีการเคลื่อนไหวของแขนขาและคอได้ดี นิ้วมือและนิ้วเท้าแยกกันชัดเจน อวัยวะเพศสามารถแยกได้ชัดเจนว่าเพศหญิงหรือเพศชาย ทารกจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้เป็นแม่ก็มีการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะสร้างความวิตกกังวลให้แก่ตนเองได้ คือ การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง จะมีผิวสีเกิดขึ้น ทั้งที่ใบหน้าหรือหน้าท้อง ที่หน้าจะทำให้เกิดสิว ฝ้า ซึ่งจะค่อยๆ จางหายไปหลังคลอด
    ขอให้คุณแม่ทั้งหลายที่ตั้งครรภ์มาถึงขณะนี้ ได้มีความอดทนต่อภาวะการตั้งครรภ์ต่อไป อีกไม่นานนักท่านจะได้เห็นลูกน้อยที่น่ารักออกมาจากครรภ์
  • ตั้งครรภ์ 6 เดือน
    เดือนที่ 6 เป็นเดือนที่ทารากจะดิ้นได้ดี บางครั้งก็จะเกิดความเจ็บปวดจากการดิ้นได้ ถ้าทารกดิ้นเข้าไปกระแทกกระเพาะปัสสาวะ หรือ ชายโครง สำหรับในเดือนที่ 6 นี้ มดลูกจะขยายใหญ่มากขึ้น จนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังหน้าท้อง คือจะเกิดผิวหนังแตกเป็นลาย ที่เรียกว่าหน้าท้องลาย จะมีอาการคันตามมา ในช่วงเดือนนี้ อาจจะมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นกับการตั้งครรภ์ เช่น การเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์ อาการพิษแห่งครรภ์ การอักเสบติดเชื้อราจะพบได้ง่ายมาก และการอักเสบในระบบทางเดินปัสสาวะพบได้บ่อยขึ้น ซึ่งจะต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ในส่วนของทารก ขณะนี้มีขนาดยาวประมาณ 13 นิ้วฟุต น้ำหนักประมาณ 700-800 กรัม ตาทารกเริ่มลืมและนิ้วมือเริ่มมีลายนิ้วมือ แต่ผิวหนังยังไร้ไขมัน ถ้าทารกคลอดก่อนกำหนดในเดือนดังกล่าวนี้ โอกาสจะเลี้ยงรอดยากมาก
  • ตั้งครรภ์ 7 เดือน
    เป็นการเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ท้องโตมากขึ้น คุณแม่จะรู้สึกได้ดีถึงการเคลื่อนไหวของทารก ท้องที่โตมากขึ้นทำให้คุณแม่หายใจเร็วขึ้น เพราะมดลูกที่โตจะมาดันกระบังลมทำให้หายใจได้สั้น ๆ คุณแม่จะรู้สึกถึงความอุ้ยอ้าย เคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่ว นอนหลับไม่ได้เต็มที่จากการที่ทารกในครรภ์จะตื่น และตัวมดลูกเองก็จะบีบตัวเป็นระยะห่าง ๆ กัน เป็นการเริ่มต้นการหดรัดตัวของมดลูก ซึ่งจะรุนแรงมากขึ้นแต่ก็ไม่ถึงกับมีการเจ็บปวดเกิดขึ้น และจะบีบรัดตัวครั้งละไม่นานเกิน 30 วินาที ในระยะนี้คุณแม่ควรจะได้เข้าอบรมเรียนรู้ขั้นตอนการเตรียมคลอด เพื่อจะได้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้องเมื่อเจ็บครรภ์คลอดและเข้าสู่กระบวนการคลอด ในช่วงระยะนี้คุณแม่จะมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยเพิ่มสัปดาห์ละ ครึ่งกิโลกรัม ทารกในครรภ์ขณะนี้จะมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัมโดยประมาณ ทารกในครรภ์จะมีการเคลื่อนไหวและปฏิกิริยาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจาม ดูดมือ ดูดนิ้วเท้า
  • ตั้งครรภ์ 8 เดือน
    ขณะนี้ท้องจะใหญ่มากขึ้นจนคุณแม่จะรู้สึกถึงความอึดอัด ท้องที่โตขึ้นทำให้พื้นที่ปอดขยายลดลง คุณแม่จะเหนื่อยง่าย หายใจเร็วสั้น กระเพาะปัสสาวะจะถูกกด ทำให้ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะบ่อย ๆ โดยเฉพาะเวลานอนก็จะถูกรบกวนได้จากการที่ต้องลุกไปปัสสาวะ และจากการดิ้นที่รุนแรงของเด็กทารกในครรภ์ ซึ่งขณะนี้การเจริญเติบโตของระบบกล้ามเนื้อมากขึ้น อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอบ่อย ๆ จะพบได้ เพราะการย่อยอาหารถูกกระทบกระเทือนไป จะมีอาการของหลอดอาหารอักเสบตามมา มือเท้า จะบวม เริ่มเป็นตะคริวบ่อยขึ้น ท้องผูกจะเป็นสิ่งปกติของคุณแม่ระยะนี้ ตกขาวจะมีมากขึ้น ในบางคนจะมีน้ำนมไหลออกมา ซึ่งเป็นหัวน้ำนมก็ว่าได้ เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูง ทารกขณะนี้จะมีน้ำหนักโดยประมาณ 2 กิโลกรัม คุณแม่ควรจะต้องเรียนรู้กระบวนการคลอด และสังเกตถึงความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น น้ำเดิน เป็นต้น ควรจะได้เตรียมเครื่องใช้สำหรับการเข้าอยู่ในโรงพยาบาลไว้ให้พร้อม
  • ตั้งครรภ์ 9 เดือน
    สำหรับท่านที่ตั้งครรภ์มาจนถึงเดือนที่ 9 พอเข้าเดือนที่ 9 คุณก็เริ่มนับถอยหลังได้แล้ว วันเวลาแห่งการรอคอยจะมาถึงในไม่ช้าไม่นาน ท้องที่โตขึ้นจะลดลงจนคุณแม่รู้สึกได้ เพราะตัวเด็กทารกในครรภ์เริ่มลงสู่เชิงกราน คุณแม่จะรู้สึกโล่งขึ้นและหายใจได้ดีขึ้น คล่องแคล่วขึ้น แต่จะหน่วงในช่วงเชิงกรานมากขึ้น เพราะส่วนนำของทารกจะลงไปกดอวัยวะในช่องเชิงกราน อาจจะปวดที่หัวเหน่า ปวดที่โคนขาจากการกดทับเส้นประสาทขา ปัสสาวะจะบ่อยขึ้นมาก ทารกในครรภ์จะดิ้นน้อยลงบ้างแต่ไม่มากนัก การสังเกตการดิ้นของทารก ถือเป็นการเฝ้าระวังต่อสุขภาพเด็กทารกที่ดีที่ผู้เป็นแม่ควรปฏิบัติ โดยสังเกตดูใน 1 ชั่วโมงหลังอาหาร เด็กทารกในครรภ์ต้องดิ้นไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง ถ้าน้อยกว่าให้สังวรว่า อาจจะมีความผิดปกติเกิดแก่ทารก ควรเข้าพบแพทย์โดยเร็ว ทารกในครรภ์ขณะนี้จะมีน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยประมาณ 2.5 กิโลกรัม ในอีกไม่ช้าไม่นาน ไม่แน่ว่ากลางวันหรือกลางคืน คุณจะมีสมาชิกใหม่ของครอบครัวเพิ่มขึ้น

http://www.sudrak.com/index.php?option=com_content&task=view&id=25&Itemid=5

 
1 Comment

Posted by on October 25, 2011 in Mom & Dad

 

โภชนาการรายสัปดาห์ของคุณแม่ตั้งครรภ์

เกิดอะไรขึ้นในช่วง 40 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ อ่านบทความนี้แล้วคุณจะรู้ว่าในแต่ละสัปดาห์ลูกน้อยมีพัฒนาการอย่างไรบ้าง และคุณแม่ควรรัปประทานอาหารอย่างไรเพื่อตอบสนองกับความต้องการของลูกน้อยและตัวคุณแม่เอง

Week 1 วางแผนตั้งครรภ์ ถ้าไม่เคยใส่ใจกับโภชนาการที่ถูกสุขลักษณะมาเลย เห็นทีคราวนี้ต้องปฏิวัติตัวเองเพื่อลูกซะแล้ว คุณควรเริ่มกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เริ่มกินยาบำรุงประเภทวิตามินรวมวันละ 1 เม็ด (ไม่ควรเกินจากนี้) โดยคุณจะต้องปรึกษากับแพทย์ก่อน เพราะบางทีคุณอาจไม่ถึงกับต้องพึ่งยาบำรุงก็ได้แตงโมอาจช่วยให้คู่ของคุณมีน้ำเชื้อที่มากพอที่จะทำให้คุณตั้งครรภ์ได้ งด เหล้า บุหรี่ ทั้งตัวคุณ และคู่ของคุณอย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้การปฏิสนธิของไข่ล้มเหลวได้ หรืออาจส่งผลต่อสุขภาพครรภ์ของคุณได้รวมทั้งคุณผู้ชายที่สูบบุหรี่จะมีน้ำเชื้อน้อยกว่าผู้ชายที่ไม่สูบ

Week 2 เลือกเพศลูก นอกจากเลือกช่วงเวลาในการร่วมเพศแล้วโภชนาการก็มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จในการเลือกเพศให้ลูกเช่นกัน ถ้าหากคุณต้องการลูกผู้หญิง คุณต้องกินอาหารที่มีสารอาหารประเภทแคลเซียมและแมกนีเซียมสูง ซึ่งคุณจะได้สารอาหารเหล่านี้จากอาหารจำพวกแป้ง หรือผลิตภัณฑ์นม แต่ถ้าหากคุณต้องการลูกผู้ชาย คุณต้องกินอาหารที่มีสารประเภทโปตัสเซียม และโซเดียมเป็นส่วนประกอบ ซึ่งคุณจะได้จาก ผัก ผลไม้สด และเนื้อสัตว์ทุกชนิด

Week 3 เริ่มการปฏิสนธิ ทันทีที่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะขยายเซลล์ออกไปอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง ดังนั้นหากคุณต้องเอาใจใส่กับคุณภาพลูกน้อยในครรภ์ ควรเริ่มจริงจังนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปกินอาหารที่มีกรดโฟลิกสูงจะช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดแดง และเซลล์ของตัวอ่อนมีความแข็งแรงคุณควรได้รับกรดโฟลิก และวิตามินรวมให้ได้วันละ 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน ตั้งแต่ช่วงก่อนตั้งครรภ์ไปจนปลายสัปดาห์ 12

Week 4 ตัวอ่อนฝังตัวในมดลูก ช่วงนี้เองที่คุณเริ่มรู้สึกแปลกๆ ของอาการแพ้ท้อง ที่เป็นสัญลักษณ์ที่บอกให้คุณได้รู้ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์แล้ว อาการแปลกๆ เหล่านี้อาจทำให้คุณอยากกินอาหารแปลกๆ ที่ปกติไม่เคยชอบ หรืออยากกินอาหารที่มีรสเปรี้ยวการตามใจปากบริโภคอาหารเหล่านี้เข้าไปมากอาจทำให้คุณขาดสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ของคุณได้ช่วงที่ตัวอ่อนกำลังฝังตัวในเยื่อบุผนังมดลูก คุณจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เพราะมันจะช่วยสร้างฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นสารสำคัญที่นำเอาออกซิเจนมาสู่ตัวอ่อนได้ คุณสามารถได้รับธาตุเหล็กจากอาหารกลุ่มธัญพืชต่างๆ ถั่ว ตระกูลต่างๆ ผักขม และผงกะหรี่

Week 5 สร้างรกและอวัยวะ คุณควรกินอาหารที่มีโปรตีนสูง กรดอะมิโนที่มีอยู่ในโปรตีน จะช่วยให้ลูกของคุณมีเสบียงมากพอในการสร้างอวัยวะต่างๆ โปรตีนจะมีอยู่ในอาหารจำพวก เนื้อ, นม, โยเกิร์ต, ชีส และพืชตระกูลถั่วนอกจากนี้ธาตุเหล็ก และแคลเซียมยังคงจำเป็นอยู่มาก คุณควรเลิกดื่มชา กาแฟ เพราะคาเฟอีนจะทำให้การดูดซึมของธาตุเหล็กได้ไม่ดีนัก แต่ถ้าคุณอดไม่ได้จริงๆ คุณก็สามารถดื่มได้ เพราะไม่มีอันตรายใดๆ ต่อลูกในครรภ์ แต่ควรดื่มประมาณวันละ 2-7 ถ้วยต่อวันสำหรับกาแฟสำเร็จรูป และ 1-4 ถ้วยต่อวันสำหรับชา และควรทิ้งระยะเวลาจากอาหารมื้อที่มีธาตุเหล็กประมาณครึ่งชั่วโมง เท่านี้คุณก็สามารถลิ้มรสชากาแฟ โดยที่ยังคงได้รับธาตุเหล็กอย่างเต็มที่จากอาหารมื้อปกติด้วย

Week 6 ระดับฮอร์โมนเพิ่มขึ้น ทำให้อาการแพ้ท้องเริ่มรุนแรงในบางราย คุณควรเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค กินให้น้อยลง แต่ให้บ่อยครั้งขึ้น ถ้ากินอะไรไม่ได้เลย ให้กินขนมปังกรอบที่ผสมธัญพืช หรือผักโขมแทนได้ ในรายที่มีอาการแพ้ท้องรุนแรงมาก ให้ฝานขิงอ่อนเป็นแผ่นบางๆ แช่ในน้ำร้อน แล้วค่อยๆ จิบ จะช่วยให้ดีขึ้น นอกจากนี้ให้พยายามหลีกเลี่ยงการได้รับเชื้อโรคจากการกินอาหารดิบๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไข่ที่ไม่ได้ปรุงให้สุกเสียก่อน, อาหารที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ และอาหารแช่แข็ง

Week 7 เซลล์ประสาทส่วนกลางและสมองพัฒนา ช่วงสำคัญที่สุดในการปูพื้นฐานสู่ความเป็นอัจฉริยะให้กับลูกอยู่ตรงนี้เอง โอเมก้าทรี คือสารอาหารที่จะช่วยให้สมองของลูกเจริญเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง ซึ่งคุณจะได้รับจากน้ำมันปลา (ปลาแซลมอน, ปลาซาร์ดีน, ถั่วอัลมอล, ถั่วเหลือง, ถั่ววอลนัท), เมล็ดฟักทอง อย่าลืม! กรดโฟลิกช่วยทำให้เซลล์แต่ละตัวของตัวอ่อนแข็งแรง คุณยังคงจะต้องได้รับสารอาหารตัวนี้ต่อไปจนเข้าสัปดาห์ที่ 12

Week 8 เซลล์เม็ดสีพัฒนาระบบนัยน์ตาที่ซับซ้อนภายในสมอง คุณจึงยังต้องหมั่นกินอาหารที่อุดมไปด้วยโอเมก้าทรีขณะเดียวกัน วิตามินบี 2 ก็มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของทารกน้อยในครรภ์ คุณจึงต้องได้รับสารอาหารชนิดนี้ตลอดช่วงของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วง 12 สัปดาห์แรก โดยคุณจะได้วิตามินบี 2 จาก นม, ไข่แดง, ไข่ปลา, เนยแข็ง ผักใบเขียว เป็นต้น

Week 9 เซลล์กระดูกมีโครงร่างที่ชัดเจน นิ้วมือและเท้าของทารกเริ่มแยกออกจากกันแคลเซียมคือสารอาหารหลักที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกที่แข็งแรง คุณควรได้รับวันละ 700-800 มิลลิกรัมต่อวันจึงจะเพียงพอต่อการสร้างรากฐานกระดูก และฟันที่แข็งแรงให้กับทารกและยังช่วยป้องกันการขาดแคงเซียมในตัวคุณด้วย และเพื่อให้การดูดซึมแคลเซียมมีประสิทธิภาพ คุณยังต้องได้รับวิตามินดีด้วย ออกไปนอกบ้านรับแดดยามเช้าตรู่สักครึ่งชั่วโมง หรือถ้ากลัวผิวเสีย หรือไม่แน่ใจว่าแดดแรงเกินไปหรือไม่ ก็ให้กินพวกน้ำมันปลา ไข่ และนม ก็สามารถช่วยได้

Week 10 ทารกเริ่มได้อาหารจากคุณโดยตรง เพราะรกเริ่มมีการทำงานสมบูรณ์แล้ว ในช่วงนี้คุณจะต้องระมัดระวังอาหารที่บริโภคเข้าไป อาหารที่ไม่มีประโยชน์กับคุณ ก็จะให้ผลเช่นเดียวกับลูกของคุณ คุณควรงดการกินตับ และน้ำมันตับปลา หรืออาหารที่มีวิตามินเอสูง เพราะอาหารกลุ่มนี้จะมีกรดไขมันอิ่มตัวสามารถสะสมในร่างกายได้

Week 11 อัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกายคุณเร็วกว่าปกติ วิตามินบี 2 จำเป็นต่อเอนไซม์ต่างๆ ที่ช่วยให้กระบวนการเผาผลาญพลังงานทำงานได้ดี นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือดด้วยขณะเดียวกันคุณก็ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันและมีรสจัดด้วย

Week 12 ร่างกายของคุณมีความต้องการน้ำมากขึ้น เพราะช่วงนี้ หน้าท้องของคุณจะขยายใหญ่จนไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้คุณต้องเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ดังนั้น คุณจึงต้องดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อทดแทนกับน้ำที่คุณสูญเสียไปเพราะน้ำมีความสำคัญต่อกระบวนการย่อยอาหารภายในร่างกายของคุณ

Week 13 รกเริ่มทำหน้าที่ผลิตโปรเจสเตอโรนและเอสโทล เพื่อช่วยรักษาครรภ์ และควบคุมการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นในร่างกายของคุณ แต่ระดับฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นนี้ อาจทำให้คุณมีอาการอักเสบ และมีเลือดออกได้ อาหารที่มีวิตามินซีสูง จะช่วยรักษาโรคเหงือกบวม และโรคเลือดออกตามไรฟันได้ ทั้งยังมีส่วนช่วยเสริมให้กระดูกและฟันของทารกในครรภ์แข็งแรงอีกด้วยวิตามินซีมีในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวทั้งหลาย มีมากในฝรั่ง สตรอเบอรี่ บรอ๊อคโคลี่

Week 14 ต่อมไทรอยด์พัฒนาถึงขั้นพร้อมผลิตฮอร์โมน ถ้าหากคุณชอบกินผักกะหล่ำปลี คุณจะได้รับวิตามินซีจากผักชนิดนี้ แต่ในระยะนี้คุณควรจำกัดปริมาณการบริโภคผักกะหล่ำปลีลง หรือไม่กินดิบๆ เพราะมันมีสารยับยั้งการทำงานไทรอยด์ได้

Week 15 ผิวหนังเริ่มพัฒนา ถ้าหากคุณสามารถมองทะลุเข้าไปในท้องได้ คุณจะเห็นว่าลูกของคุณมีผิวหนังที่บางและโปร่งใสจนคุณสามารถมองเห็นเส้นเลือดของเขาได้ คุณสามารถช่วยเขาพัฒนาผิวหนังให้หนาขึ้นได้ด้วยการกินอาหารที่มีวิตามินเอคงจำกันได้ว่าเราห้ามไม่ให้คุณกินตับเพราะภายในตับมีวิตามินเอ ถูกแล้วล่ะค่ะ วิตามินเอในตับจะอยู่ในรูปของ “เรตินอล” ซึ่งจะให้ผลเสียมากกว่าผลดี ส่วนวิตามินเอ ที่จะมีประโยชน์ต่อการควบคุมกระบวนการผลิตเซลล์ผิวหนังจะอยู่ในรูปของ “แคโรทีน” จะมีอยู่ในแครอท ผักใบเขียวเหลือง เนย ฟักทอง

Week 16 มดลูกขยาย น้ำคร่ำในรกเพิ่มขึ้นเป็น 7 ออนซ์ครึ่งวิตามินซี จะช่วยให้คอลลาเจนรวมตัวกันได้ดี ทำให้เซลล์ยึดติดกันเหนียวแน่น วิตามินซีนอกจากจะช่วยให้กระดูกและฟันของลูกคุณแข็งแรงแล้ว ยังช่วยผิวหนังของคุณมีความยืดหยุ่นสูงทำให้การแตกลายของผิวหนังลดลงและกลับคืนมาเป็นปกติอย่างสมบูรณ์หลังคลอด แต่คุณก็ไม่ควรลืมทาโลชั่นบริเวณผิวหนังที่แตกลายร่วมด้วยนะคะ

Week 17 ไขเคลือบผิวทารกเริ่มพัฒนาขึ้น เป็นไขมันชนิดพิเศษที่จะช่วยให้ความอบอุ่นแก่ทารกตลอดระยะเวลาที่อยู่ในครรภ์และช่วยปกป้องผิวอ่อนบางของทารกด้วย ไบโอตินจะช่วยในกระบวนการย่อยสลาย และดูดซึมกรดไขมัน วิตามินช่วยลดไขมันที่มีสภาพเป็นกลางในเส้นเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวกมีมากในถั่วต่างๆ ผลไม้ น้ำมันจากข้าวสาลี เมล็ดทานตะวัน และผักเขียวปนเหลือง

Week 18 ระบบประสาทหู พัฒนาจนใช้งานได้แล้ว อวัยวะต่างๆ เติบโตจนทำให้ลูกของคุณสามารถรับรู้ความรู้สึกจากโลกภายนอกได้แล้วไบโอตินนอกจากจะช่วยในการถนอมผิวพรรณแล้ว ยังมีความสำคัญต่อระบบประสาทด้วยขณะที่วิตามินบี 1 จะทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลเป็นอาหารต่อระบบประสาท และยังช่วยปกป้องคุณจากโรคเหน็บชา อันเนื่องมาจากน้ำหนักครรภ์ที่เพิ่มขึ้นและไปกดทับเส้นเลือดของคุณ ทำให้การหมุนเวียนของเลือดติดขัด มีมากในธัญพืช ข้าวกล้อง เนื้อวัว หรือเนื้อหมู เต้าหู้ ถั่วหมัก งา กระเทียม

Week 19 หนังศรีษะเริ่มมีผมงอกออกมา เล็บมือและเท้าเริ่มเจริญขึ้นผิวหนังหนาขึ้นเป็น 4 ชั้นแล้ว ในช่วงนี้คุณควรเริ่มให้ความสำคัญกับอาหารที่มีสังกะสีเพราะนอกจากจะช่วยเสริมการเติบโตของทารกน้อยในครรภ์คุณแล้ว ยังช่วยป้องกันการคลอดก่อนกำหนดด้วย มีมากในเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ถั่วอบแห้ง

Week 20 มดลูกขยายเบียดเข้าไปในช่องท้อง ช่วงนี้คุณจึงอาจมีปัญหาท้องผูกบ่อยๆ ถ้าปล่อยไว้อาจเป็นริดสีดวงทวารได้ คาร์โบไฮเดรตนอกจากจะให้พลังงานกับคุณแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาท้องผูกให้กับคุณได้อีกด้วย มีมากในข้าว มันฝรั่ง ขนมปังโฮลวีต

Week 21 ระบบการย่อยอาหารพัฒนาจนสามารถดูดซึมน้ำ และน้ำตาลจากน้ำคร่ำที่กลืนเข้าไปได้ และขับของเสียออกมาในลำไส้ใหญ่ช่วงนี้ร่างกายของคุณมีความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยในการเผาผลาญอาหารไนอะซินจะช่วยเปลี่ยนน้ำตาล และไขมัน เป็นพลังงาน และยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารทั้งของคุณ และเจ้าตัวน้อยในครรภ์ มีการทำงานที่ดีขึ้นด้วย มีมากในเนื้อหมู ไก่ ปลา เห็ด ถั่วต่างๆ งา และธัญพืช

Week 22 เซลล์ประสาทพัฒนาอย่างสมบูรณ์ ประสาทสัมผัสเจริญเต็มที่ ลูกของคุณจะใช้ประสาทส่วนนี้ในการเรียนรู้การเคลื่อนไหวความแตกต่าง และความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ ของร่างกาย วิตามินบี 12 ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง และช่วยบำรุงระบบประสาทส่วนกลางและเส้นประสาทส่วนปลาย มีมากในเนื้อวัว ไก่ หมู ปลา นม เนยแข็ง

Week 23 ปริมาณพลาสมาในตัวคุณเพิ่มขึ้น ทำให้คุณมีโอกาสเกิดภาวะโลหิตจางได้ ควรให้แพทย์ตรวจดูว่าคุณได้รับธาตุเหล็กเพียงพอหรือไม่ เพราะภาวะโลหิตจาง หากเป็นมากอาจเข้าขั้นอันตรายได้

Week 24 น้ำหนักของคุณเพิ่มขึ้นถึงระดับสูงสุด การกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูงตลอดช่วงของการตั้งครรภ์โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนสุดท้ายจะทำให้มีไขมันน้อยลง ทำให้ทรวงทรงของคุณกระชับเข้าที่ได้อย่างรวดเร็วหลังคลอดแถมยังช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวานที่อาจเกิดขึ้นในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ด้วย คุณจะได้ไฟเบอร์จากผัก ผลไม้ ธัญพืช

Week 25 อวัยวะเพศ และระบบสืบพันธ์พัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน ช่วงนี้การแบ่งเพศชายหญิงในตัวทารกจะชัดเจนแล้ว เด็กชายจะเริ่มมีถุงอัณฑะ ส่วนเด็กหญิงบริเวณช่องคลอดจะมีช่องลึกเข้าไป วิตามินเอ จะช่วยพัฒนาอวัยวะสืบพันธ์ของทารก

Week 26 ระบบนัยน์ตาพัฒนาเกือบสมบูรณ์ ลูกของคุณเริ่มลืมตาขึ้นได้แล้วในสัปดาห์นี้ สีนัยน์ตาของเขาจะพัฒนาต่อไปจนหลัง
คลอด 2-3 เดือน สีนัยน์ตาจึงถูกกำหนดขึ้นอย่างถาวรโดยรูม่านตา อย่าลืม! โอเมก้าทรีช่วยพัฒนาระบบนัยน์ตาของทารก

Week 27 ระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังอ่อนแอ ลูกของคุณมีรูปร่างหน้าตาคล้ายทารกแรกคลอดแล้วล่ะ ถ้าเขาเกิดอยากออกมาดูโลกตอนนี้ เขาจะมีโอกาสรอดชีวิต 85% ภายใต้การดูแลพิเศษ ปัญหาคือว่าระบบต่างๆ และอวัยวะอีกหลายส่วนยังมีการทำงานที่ไม่เต็มที่และระบบภูมิต้านทานยังอ่อนแออยู่ ธาตุเหล็ก แคลเซียม โอเมก้าทรี วิตามินซี ล้วนช่วยให้เขามีการเติบโตที่แข็งแรงมากขึ้น

Week 28 ถึงเวลาทดสอบภาวะต่างๆ ในร่างกายของคุณแล้ว ช่วงนี้คุณหมอจะนัดคุณถี่ขึ้น เพราะในช่วง 3 เดือนสุดท้ายอาจภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ขึ้นได้ แถมร่างกายของคุณก็อ่อนล้าจากการเปลี่ยนแปลงในร่างกายหลายอย่าง คาร์โบไฮเดรตและวิตามินบี 1 จะช่วยให้คุณมีพละกำลังพร้อมที่จะอึดเพื่อลูกน้อยในครรภ์ของคุณต่อไป

Week 29 โปรแลคตินกระตุ้นเต้านมพร้อมผลิตน้ำนม ช่วงนี้หัวนมของคุณอาจมีน้ำนมสีเหลืองข้นไหลออกมา ปรากฏการณ์นี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการทำงานของเต้านม คุณควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินซี วิตามินดี จะช่วยให้ร่างกายของคุณเตรียมพร้อมสำหรับการผลิตน้ำนมไว้ให้กับลูกน้อยของคุณ

Week 30 มดลูกเริ่มหดรัดตัวเป็นครั้งแรก คุณจะรู้สึกเกร็งที่ยอดมดลูกเป็นพักๆ แต่ยังไม่ใช่อาการเจ็บท้องคลอด เป็นเพียงการเตรียมท่าของทารกให้พร้อมสำหรับการคลอดเท่านั้นไบโอตินในผลไม้สดแช่เย็น หลังอาหารจะทำให้คุณรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า และยังช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายอีกด้วย

Week 31 ปอดของลูกคุณพัฒนาขึ้นจนเกือบสมบูรณ์ ถุงลมในปอดสามารถหลั่งสารชนิดหนึ่งออกมาเพื่อช่วยให้ถุงลมสามารถทำหน้าที่ของมันได้ หากทารกก่อนคลอดก่อนกำหนด แต่ตอนนี้เขายังต้องพึ่งออกซิเจนที่มีอยู่ในกระแสเลือดที่ฉีดเข้ามาทางสายสะดืออยู่ ช่วงนี้วิตามินซี มีความจำเป็นมาก มันจะช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กและช่วยสร้างเม็ดเลือดให้กับทารกในครรภ์ขณะที่แคลเซียมยังเป็นสิ่งที่จำเป็นวิตามินเค จะช่วยในการดูดซึมแคลเซียม ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังให้กับคุณ

Week 32 ศรีษะของลูกคุณเริ่มเคลื่อนลงแล้ว ลำตัวของเขาจะใหญ่ขึ้นจนเท้าชี้ขึ้นไปถึงซี่โครง แรงกดทำให้คุณรู้สึกเจ็บชายโครง อย่าลืมขอวิตามินเสริมจากหมอที่คุณฝากครรภ์ ลูกของคุณต้องการการบำรุงมากเป็นพิเศษในช่วงนี้

Week 33 ภาวะโลหิตจางในตัวคุณลดลง สืบเนื่องมาจากปริมาณพลาสมาเริ่มมีปริมาณเท่ากับเซลล์เม็ดเลือดแดง อีกทั้งภาวะร่างกายของคุณในช่วงนี้ จะสามารถดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารมื้อปกติเพิ่มขึ้นเป็น 66% คุณจึงไม่ต้องกังวลกับการบำรุงด้วยธาตุเหล็กอีกต่อไปแล้ว เว้นแต่คุณจะเป็นโรคโลหิตจาง

Week 34 ลูกของคุณอยู่ในท่าพร้อมที่จะคลอดแล้ว ต่อมหมวกไตของเขาจะผลิตฮอร์โมนสเตียรอยด์ออกมามากเป็น 10 เท่าของร่างกายผู้ใหญ่การทำงานของปอดดีขึ้น จนไม่จำเป็นต้องพึ่งการดูแลพิเศษ หากต้องคลอดออกมาในตอนนี้ ถึงสอย่างนั้นเขาก็ยังอยากอยู่ข้างในท้องของคุณ ดึงแคลเซียมจากร่างกายของคุณมาเสริมสร้างกระดูกของเขาให้มีความแข็งแรงมากกว่านี้ เพราะฉะนั้นอย่าลืมว่าแคลเซียมยังจำเป็นเสมอสำหรับคุณ

Week 35 ยอดมดลูกขยับขึ้นในระดับสูงสุด อยู่ใต้กระดูกสันอกทำให้คุณหายใจขัดเจ็บชายซี่โครง รับประทานอาหารลำบาก ลองใช้วิธีเดียวกับตอนแพ้ท้องใหม่ๆ ดูซิคะ รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ แต่บ่อยครั้ง และพักผ่อนให้มากจะช่วยได้

Week 36 กระโหลกศรีษะเป็นรูปร่าง แต่ยังไม่แข็งแรงพอแคลเซียม วิตามินซี วิตามินดี และโอเมก้าทรี จะช่วยให้กะโหลกศรีษะของลูกคุณแข็งแรงมากขึ้นและพร้อมที่จะมุดตัวโผล่พ้นช่องคลอดออกมาพบกับคุณในไม่อีกกี่สัปดาห์นี้

Week 37 เริ่มมีการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทในสมอง และจะมีการสร้างต่อไปอย่างต่อเนื่องในช่วงหลังคลอดเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท มีความสำคัญต่อสมองอัจฉริยะของลูกคุณจำได้หรือไม่? โอเมก้าทรี อาหารพลังสมองของลูกในท้องของคุณ

Week 38 ทารกเริ่มเคลื่อนศรีษะลงมาอยู่ที่อุ้งเชิงกราน ทำให้คุณรู้สึกโล่ง และหายใจสะดวกขึ้น แต่น้ำหนักของมดลูกจะไปกดทับที่กระเพาะปัสสาวะแทน ทำให้คุณเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น หมั่นดื่มน้ำบ่อยๆ เพราะน้ำยังจำเป็นต่อการดูดซึมสารอาหารภายในร่างกายของคุณอยู่

Week 39 อาการเจ็บครรภ์เตือนเกิดขึ้น ความรู้สึกจะใกล้เคียงกับการเจ็บครรภ์คลอดจริง การหดรัดตัวไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้สบาย คิดถึงลูกของคุณที่จะคลอดออกมา เจ็บท้องคลอดจะเป็นอุปสรรคขี้ปะติ๋วสำหรับคุณ วิตามินบี 1 จะช่วยให้ระบบประสาทของคุณผ่อนคลายขึ้น

Week 40 ได้เวลาสบตาเทวดาของคุณซะที จุกเมือกที่ปากทางเข้ามดลูกลอกตัวออกมา ปากมดลูกเปิดออก ถุงน้ำคร่ำแตกของเหลวและเลือดไหลออกมาการหดรัดตัวของมดลูกแรงขึ้น เป็นจังหวะสม่ำเสมอและถี่ขึ้นเรื่อยๆ อาหารที่ให้พลังงานทุกชนิดจำเป็นสำหรับการเตรียมพร้อมของคุณคาร์โบไฮเดรต วิตามินบี 1 วิตามินซี และอาหารที่มีคุณค่ายิ่งกว่าสิ่งใดอาหารใจที่ได้กอดเทวดาตัวน้อยของคุณไว้ในอ้อมอก อ้า…ความอ่อนล้าทั้งหมดหายไปเป็นปลิดทิ้ง.

[ ที่มา..นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.162 January 2007]

http://www.sudrak.com/index.php?option=com_content&task=view&id=23&Itemid=5

 
Leave a comment

Posted by on October 24, 2011 in Uncategorized

 

สารอาหารหลักระหว่างการตั้งครรภ์

สารอาหารบางชนิดมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์

 สารอาหารและวิตามินที่คุณแม่ต้องการระหว่างตั้งครรภ์

กรดไขมันโอเมก้า 3

กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันจำเป็นชนิดหนึ่งพบมากใน
ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาอินทรีย์ ปลาซาร์ดีน 
และสัตว์ทะเลอื่นๆ เช่น กุ้ง
นอกจากนี้ยังพบในปลาน้ำจืดบางชนิด เช่น ปลาสวาย ปลาช่อน ปลาดุก และในธัญพืช ถั่วเหลือง เมล็ดฟักทอง 

การได้รับกรดไขมันโอเมก้า3 ระหว่างการตั้งครรภ์นั้นเป็นสิ่งสำคัญต่อ
การพัฒนาระบบประสาทและสมองของทารก
เนื่องจากในกรดไขมันโอเมก้า3 มีกรดไขมันที่ชื่อ Docosahexaenoic Acid
หรือ DHA เป็นส่วนประกอบ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง
โดยเฉพาะด้านความจำและการเรียนรู้
นอกจากนั้นจากการศึกษายังพบอีกว่าการได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 ระหว่างการตั้งครรภ์จะทำให้ลูกน้อยฉลาดขึ้นด้วย

กรดโฟลิค 

กรดโฟลิคช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดความผิดปกติแต่กำเนิด
เช่น ความผิดปกติของกระดูกสันหลัง ที่เรียกว่า Spina Bifida
ช่วงเวลาที่เหมาะจะรับประทานคือช่วง 2-3 เดือนก่อนคลอด และ
ระหว่างระยะที่ 1 ของการตั้งครรภ์ (12 สัปดาห์แรก)
ในช่วงเวลาดังกล่าว จำเป็นมากที่คุณแม่จะต้องรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์และครบห้าหมู่
พร้อมทั้งรับประทานกรดโฟลิค พร้อมทั้งคุณแม่สามารถเลือก
อาหารที่มีกรดโฟลิคสูงมารับประทาน เช่น
ผักที่มีสีเขียว อย่าง บล็อคโคลี่ กระหล่ำปลี ฝักถั่วและเมล็ดถั่ว
และ ผลไม้ เช่น ส้ม

ธาตุเหล็กและวิตามินซี 

ธาตุเหล็กเป็นหนึ่งในสารอาหารหลักที่คุณแม่ต้องการตลอดเวลาในช่วงการตั้งครรภ์
เพราะเป็นสารสำคัญในการช่วยให้ออกซิเจนไหลเวียนไปกับเม็ดเลือดแดง
ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกน้อยในครรภ์ใช้ในการพัฒนาสมอง

หากขาดธาตุเหล็ก ลูกในครรภ์อาจจะไม่เป็นอะไร แต่ตัวคุณแม่เองจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคโลหิตจาง
ซึ่งจะทำให้คุณแม่รู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลีย และไม่สบายตัว
สูติแพทย์ของคุณแม่อาจแนะนำให้ทานธาตุเหล็กเป็นอาหารเสริม
หรือไม่คุณแม่ก็ต้องแน่ใจว่าได้รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงอย่างเพียงพอ
เช่น เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ ผลไม้แห้ง ซีเรียลธัญพืชและขนมปังธัญพืช และผักใบเขียว 
ธาตุเหล็กจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี หากคุณแม่รับประทานผักหรือผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงไปพร้อมกัน ดังนั้น
ให้ดื่มน้ำผลไม้ไปพร้อมกับการทานซีเรียล หรือทานผลไม้สดขณะที่กำลังเริ่มทานอาหารมื้อหลัก
เพื่อช่วยในการดูดซึมให้ดีขึ้น

วิตามินเสริมก่อนคลอด

คุณแม่สามารถเลือกทานวิตามินรวมที่ผลิตสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์หรือผู้หญิงใกล้คลอดโดยเฉพาะ
ซึ่งจะช่วยให้คุณแม่ได้รับสารอาหารที่ครบทั้งห้าหมู่เหมาะสำหรับการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์แข็งแรง
โดยได้รวมเอากรดโฟลิค และธาตุเหล็กไว้แล้วด้วย

แต่ต้องดูให้แน่ใจด้วยว่า คุณแม่ได้เลือกเอาวิตามินรวมที่ทำขึ้นสำหรับคนใกล้คลอดหรือคนท้องเท่านั้น
ไม่ใช่วิตามินรวมธรรมดาทั่วไป ซึ่งจะมีวิตามินที่ควรหลีกเลี่ยงอยู่ในปริมาณสูง

วิตามินเอ

อาหาร อย่างเช่น ตับบดและไส้กรอกตับ เป็นแหล่งของธาตุเหล็กที่ดี
แต่ก็มีวิตามินเออยู่ในปริมาณสูง ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์หากรับประทานมากเกินไป
คุณแม่ควรทราบไว้อีกด้วยว่า วิตามินเสริมบางตัวก็มีวิตามินเอในปริมาณสูง
ดังนั้น ต้องเลือกทานอาหารเสริมที่ปลอดภัยสำหรับการตั้งครรภ์เท่านั้น  สูติแพทย์สามารถช่วยแนะนำได้ในส่วนนี้

อย่างไรก็ตาม มีอีกรูปแบบหนึ่งของวิตามินเอซึ่งดีต่อหญิงตั้งครรภ์ นั่นก็คือ
แคโรทีน ซึ่งมีมากในพริกหยวกสีแดง เหลืองและส้ม
ผลไม้เช่น มะม่วง แครอท มันฝรั่งหวาน แอพพริคอท มะเขือเทศ และผักวอเทอร์เครส

http://www.dumex.co.th/feeding_and_nutrition/pregnancy_nutrition/article/vitamins_and_supplements_in_pregnancy

 
Leave a comment

Posted by on October 22, 2011 in Uncategorized

 

อาหารที่คุณแม่ควรรับประทาน

อาหารที่คุณแม่ควรรับประทาน

ระหว่างการตั้งครรภ์ ทารกในครรภ์จะได้รับสารอาหารทั้งหมดที่ต้องการในการเจริญเติบโตจากคุณแม่
ดังนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าคุณแม่และลูกน้อยมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงในช่วงเวลาอันน่าตื่นเต้นนี้
คุณแม่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและการได้รับสารอาหารครบทั้งห้าหมู่

ปิรามิดอาหาร
คุณแม่สามารถใช้ประโยชน์จากปิรามิดอาหารของเรา
ในการตรวจสอบดูว่าคุณแม่ได้รับประทานอาหารในแต่ละหมู่ครบถ้วนเพียงพอที่จะทำให้สุขภาพแข็งแรงหรือไม่


เคล็ดลับน่ารู้สำหรับอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

  • เลือกอาหารที่หลากหลายจากอาหารในแต่ละหมู่เพื่อให้แน่ใจว่าคุณแม่ได้รับอาหารครบทั้งห้าหมู่
  • หากคุณแม่รู้สึกกังวลว่า ไม่ได้รับประทานอาหารครบหมู่
    ขอแนะนำให้สอบถามสูติแพทย์และพยาบาลผดุงครรภ์เกี่ยวกับ อาหารเสริม
  • ทานอาหารมื้อหลัก 3 มื้อ และ อาหารว่าง 2 – 3 ครั้งต่อวัน
  • พยายามทานผลไม้และผัก ซีเรียลธัญพืช และถั่วชนิดต่างๆ เพื่อเพิ่มปริมาณไฟเบอร์ในร่างกาย
  • ดื่มน้ำบ่อยๆ อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน
  • ดื่มเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ เช่น นมพร่องไขมัน น้ำผลไม้สด และซุป
  • ในแต่ละสัปดาห์ ควรรับประทานปลาที่มีไขมันหนึ่งส่วน และปลาไร้ไขมันหนึ่งส่วน
    (แต่ให้หลีกเลี่ยงปลาฉลาม ปลาดาบเงิน และปลากระโทงแทง)
  • ใช้น้ำมันพืชในการทำอาหารโดยใช้ในปริมาณที่ไม่มากเกินไป
    เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันมะกอก และน้ำมันดอกทานตะวัน
  • จำกัดการรับประทานอาหารที่ผ่านกรรมวิธี หรือ อาหารหมักดอง ซึ่งมักจะมีเกลืออยู่ในปริมาณมาก
  • ลดปริมาณคาเฟอีนที่คุณรับประทานลงให้น้อยกว่า 4 แก้วต่อวัน
  • จำกัดการทานของหวาน ของขบเคี้ยว เค้ก คุกกี้ ไขมัน น้ำมัน และน้ำตาล อาหารเหล่านี้ให้แคลอรี่ แต่ไม่ค่อยมีคุณค่าทางอาหารที่คุณแม่และลูกน้อยต้องการ การทานตามใจปากในช่วงนี้ จะทำให้คุณแม่กลับมามีรูปร่างเหมือนเดิมได้ยาก ดังนั้น พยายามหักห้ามใจ ไม่ทานของหวานพวกนั้นบ่อยเกินไป
 
Leave a comment

Posted by on October 21, 2011 in Uncategorized

 
 
%d bloggers like this: