RSS

เอชพีเล็งขายทิ้งธุรกิจพีซี? ปรับโครงสร้าง-ปิดฉาก WebOS

27 Aug

สำหรับผม นับว่าข่าวนี้เป็นข่าว Shock วงการ IT เป็นอย่างมาก
เพราะถ้าผมจำไม่ผิด hp เองพึ่งซื้อ Palm มาได้ไม่นาน ซึ่งตอนที่ hp ซื้อ Palm นี้ผมก็ตกใจมากเหมือนกัน ความจริงตอนที่ Palm ออก Palm Pre พร้อมระบบ WebOS ออกมาใหม่ๆ ต้องบอกตามตรงว่าผมชอบมาก และลุ้นให้สินค้าเค้าติดตลาด และมีขายในไทยพร้อมอุปกรณ์เสริมเยอะๆ Palm Pre ตอนนั้น เค้าว่ากันว่าจะเป็น iPhone Killer เพราะเพียบพร้อมทุกอย่าง ทั้งระบบ touch screen และ keyboard แบบ QWERTY ที่ Slide เก็บได้ Design และขนาดที่ลงตัว WebOS ที่มีระบบ Multi-task และ UI ที่ให้เราใช้งานเหมือนถือ card ในมือที่ลงตัวกับการใช้งานมากๆการปิดโปรแกรมเหมือนกับการทิ้ง card เลือกโปรแกรมแบบเลือก card ในมือ สุดยอดมันลงตัวมากๆ แต่แล้วก็ไม่มีขายในไทย เท่าที่ตามข่าวตอนนั้นที่ทำให้ Palm Pre ไม่ประสพความสำเร็จน่าจะเป็นเพราะ การผลิตและการจัดจำหน่าย ทำให้ไม่ประสพความสำเร็จใน เมกา เลยยากที่จะเกิดในประเทศอื่นๆ เมื่อ Palm ไม่ไหวจน hp ต้องเข้ามา Take Over บอกตามตรงว่าตอนนั้นเศร้ามากๆ Palm พลาดครั้งใหญ่จริงๆ สินค้าดีมากแต่ขายไม่ได้
แต่ตอนนั้นก็แอบหวังในใจลึกๆว่า hp อาจทำให้ WebOS เกิดก็ได้ เพราะเป็นบริษัทฯ ผลิตและจำหน่ายคอมพิวเตอร์รายใหญ่ 

แต่คงไม่อึ้งเท่าตอนนี้ที่เห็น hp ประกาศยุติการพัฒนาการขายสินค้า WebOS ทั้งๆที่พึ่งซื้อ Palm มาได้ไม่นาน ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นมีข่าวจะทำ Notebook WebOS ด้วยซ้ำ ก็ต้องยอมรับว่าเศร้าจริงๆ ที่ต้องเห็นระบบ OS ในฝัน อายุสั้นขนาดนี้ แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ ขนาด Symbian และ Windows Mobile ยังเอาตัวแทบไม่รอด ไหนจะ MeeGo อีก ขนาด BB ตอนนี้ก็แย่เหมือนกัน ตอนนี้ OS บน Mobile ที่ยังมีชีวิตก็มีแค่ iOS ของ Apple และ Android ของ Google อย่างที่เห็นระบบ OS บนมือถือมันแข่งขันกันสูงเกินไป ตอนนี้ถ้าจะให้วิเคราะห์ OS ที่ดูมีอนาคตสดใสที่สุดคงไม่พ้น Android เพราะ ข่าว Steve Jobs ขอลาจากการเป็น CEO น่าจะมีผลต่อทิศทางการพัฒนาของ Apple ไม่ใช่น้อย ดีที่อาจจะมานั่งเป็น Chairman แต่คงต้องทำใจไว้ล่วงหน้า เพราะไงๆก็คงไม่ดีเท่าตอนเค้าเป็น CEO แน่นอน โถเศร้า เราอาจจะได้เห็นสินค้าดีจาก Apple น้อยลง อารมณ์เดียวกับ Windows ของ Microsoft หลังจากการลาของ Bill Gate นั้นแหละ (เหมือน Oishi หลังคุณตันไม่ใช่เจ้าของ) ช่วงนี้มีแต่ข่าวใหญ่ๆที่ชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงของวงการ IT ทั้งนั้น เลยต้องเอามาลง Blog เก็บไว้อ่านครับ ยอมรับว่าอิ้งกับข่าวนี้มากๆ

RevoRoveR


เอชพี (Hewlett-Packard) ปรับโครงสร้างบริษัทหนีตายในยุคไอทีแข่งดุ แย้มโครงการแยกธุรกิจพีซีออกมาตั้งเป็นบริษัทใหม่ (spin off) พร้อมตัดสินใจเลิกพัฒนาสินค้าตระกูล WebOS อย่างเป็นทางการ เผยต้องการลุยพัฒนาธุรกิจซอฟต์แวร์และบริการงานไอทีจริงจัง หลายฝ่ายมั่นใจเอชพีกำลังเดินตามไอบีเอ็มและหลายบริษัทที่แยกธุรกิจออกเพื่อขายกิจการ

ความเคลื่อนไหวทั้งหมดที่เอชพีประกาศล่าสุดล้วนถูกวิจารณ์ว่าเอชพีกำลังดำเนินนโยบาย“ตีตัวออกห่างตลาดฮาร์ดแวร์คอนซูเมอร์” เพื่อหยั่งรากในตลาดซอฟต์แวร์และงานบริการไอทีให้มากขึ้น โดยเฉพาะการประกาศเตรียมตัวเข้าซื้อกิจการบริษัท Autonomy Corp. ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ค้นหาและจัดการไฟล์เอกสารสัญชาติอังกฤษ ยิ่งแสดงว่าเอชพีกำลังออกห่างธุรกิจสินค้าคอนซูเมอร์ที่กำไรน้อย เพื่อไปหาธุรกิจซอฟต์แวร์ที่กำไรดีกว่าแทน

สำหรับผลประกอบการประจำไตรมาสเดือนเมษายน-มิถุนายนที่ผ่านมา เอชพีมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นเพียง 1.5% เป็น 3.12 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ กำไรสุทธิ 1.93 พันล้านเหรียญ

***แยกธุรกิจพีซีเป็นบริษัทใหม่

การสปินออฟธุรกิจพีซีของเอชพีนั้นได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างมาก เนื่องจากเอชพีนั้นมีดีกรีเป็นผู้จำหน่ายคอมพิวเตอร์พีซีรายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมียอดจำหน่ายมากกว่า 51 ล้านเครื่องต่อปี

สิ่งที่น่าสนใจคือข้อความทวีตของซีอีโอเดลล์ “ไมเคิล เดลล์” ซึ่งประกาศประเด็นเสียดสีทำนองว่าธุรกิจพีซีที่เอชพีจะแยกออกไปเป็นบริษัทใหม่นั้นไม่ใช่ธุรกิจพีซีของเอชพี แต่เป็นธุรกิจพีซีดั้งเดิมของคอมแพค (Compaq) ซึ่งอดีตซีอีโอเอชพี Carly Fiorina ตัดสินใจซื้อมาเมื่อปี 2002

การซื้อคอมแพคครั้งนั้นทำให้เอชพีก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ในตลาดพีซี เหนือกว่าเดลล์ (Dell) ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ที่มีอิทธิพลสูงในตลาดองค์กรธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม การสปินออฟครั้งนี้ทำให้เอชพีถูกวิจารณ์ว่าเป็นการเดินตามไอบีเอ็ม (IBM) ยักษ์ใหญ่สีฟ้าที่จำหน่ายธุรกิจพีซีให้เลอโนโวเพื่อที่ตัวเองจะได้หันไปลุยตลาดบริการงานไอทีองค์กรมากขึ้น (ไอบีเอ็มนั้นจำหน่ายธุรกิจพีซีให้บริษัท Legend ผู้ผลิตพีซีสัญชาติจีนจนกลายเป็นแบรนด์ Lenovo ในปัจจุบัน แล้วเบนเข็มให้บริษัทพุ่งเป้าที่ตลาดซอฟต์แวร์และงานบริการไอทีจนเป็นเจ้าตลาดในขณะนี้)

แม้เอชพีจะยังไม่ประกาศจำหน่ายธุรกิจพีซี แต่การที่เอชพีระบุว่า กำลังจะเข้าซื้อบริษัทซอฟต์แวร์สัญชาติอังกฤษนามว่า Autonomy Corp ด้วยเงินมูลค่า 1.17 หมื่นล้านเหรียญ ก็ทำให้ชัดเจนมากว่า งานซอฟต์แวร์และบริการไอทีกำลังเป็นทิศทางสำคัญของเอชพีในอนาคต เพราะเอชพีเชื่อว่าความเชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ค้นหาและจัดการไฟล์เอกสารของ Autonomy จะสามารถเพิ่มเขี้ยวเล็บให้เอชพีได้ในอนาคต ซึ่งจุดนี้มีการวิเคราะห์ว่ามูลค่าซื้อ Autonomy ที่เอชพีเสนอไปนั้นเหนือกว่าราคาหุ้นปกติถึงสามเท่าตัว

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนเชื่อว่าอาจเป็นเรื่องยากหากเอชพีต้องการขายกิจการพีซีจริง เนื่องจากการผลิตพีซีของแบรนด์ใหญ่ในปัจจุบันล้วนผูกขาดกับผู้ผลิตในไต้หวันเป็นส่วนใหญ่ ทั้ง Apple, Dell และ Acer เอง ซึ่งยังไม่มีความแน่นอนว่าการสปินออฟธุรกิจพีซีของเอชพีจะออกหัวหรือก้อยในอนาคต

สำหรับไตรมาสที่เพิ่งจบไป ยอดรายรับจากธุรกิจพีซีภายใต้แผนก Personal Systems Group (PSG) นั้นมีมูลค่าตลาดราว 4.1 หมื่นล้านเหรียญ ทำกำไรให้เอชพีราว 2 พันล้านเหรียญต่อปี กินสัดส่วนเป็น 13% ของกำไรเอชพี

***เลิกผลิต TouchPad 

เอชพียืนยันว่าจะยุติการพัฒนาอุปกรณ์ระบบปฏิบัติการ webOS ทั้งหมด เท่ากับผู้บริโภคจะไม่ได้เห็นทั้งแท็บเล็ต TouchPad และสมาร์ทโฟน webOS แบรนด์เอชพีรุ่นใหม่แจ้งเกิดในตลาดนับจากนี้ 

ความเคลื่อนไหวนี้ตอกย้ำความความพ่ายแพ้ของ TouchPad แท็บเล็ตจากเอชพีที่ไม่สามารถทำยอดขายได้เท่าที่ควร ก่อนหน้านี้ เอชพีประกาศลดราคาจำหน่าย TouchPad ในสหรัฐฯลงครั้งแรก 50 เหรียญ ก่อนจะปรับลดอีกครั้ง 100 เหรียญ ทั้งหมดเป็นเพราะอาการ”ขายไม่ออก”ของ TouchPad ซึ่งยักษ์ใหญ่ผู้ค้าปลีกในสหรัฐฯอย่างเบสต์บาย (Best Buy) เคยออกมาประกาศว่ายอดขาย TouchPad ตั้งแต่เปิดตัวนั้นทำได้เพียง 25,000 เครื่อง จากในสินค้าคงคลังที่มีสูงถึง 270,000 เครื่อง

ความล้มเหลวครั้งนี้ทำให้การตัดสินใจซื้อปาล์ม (Palm) ของเอชพีถูกนำกลับมาวิจารณ์อีกครั้ง แม้ในช่วงซื้อกิจการอดีตยักษ์ใหญ่โลกคอมพิวเตอร์มือถือ (PDA) เอชพีจะมองว่าระบบปฏิบัติการ WebOS ของปาล์มจะทำให้เอชพีขึ้นเป็นอันดับ 2 ในตลาดอุปกรณ์พกพาได้ แต่เมื่อเอชพีไม่สามารถขยายกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง เอชพีจึงตัดสินใจยุติการพัฒนาก่อนจะขาดทุนมากกว่านี้

นักสังเกตการณ์คาดว่า ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้อาจเป็นสิ่งที่กรรมการบริหารของเอชพีตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก โดยเฉพาะการเลือกลีโอ อโปเธอร์เกอร์ (Léo Apotheker) อดีตลูกหม้อบริษัทซอฟต์แวร์อย่าง SAP มานั่งเก้าอี้ซีอีโอบริษัท ซึ่งทั้งหมด เอชพีคาดว่ากระบวนการปรับโครงสร้างบริษัทจะแล้วเสร็จในช่วง 12-18 เดือนนับจากนี้

สำหรับรายได้ทั้งปี 2011 เอชพีคาดว่ายอดจำหน่ายในไตรมาสที่เหลือของปีจะทำให้เอชพีมีรายได้ทะลุ 1.27 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากการประเมินก่อนหน้านี้ที่ 1.29-1.30 แสนล้านเหรียญ บนกำไรที่คาดว่าจะลดลงเหลือ 3.59-3.70 เหรียญต่อหุ้น จากเดิมที่เคยประเมินไว้ 4.27 เหรียญต่อหุ้น
http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9540000104402

 
Leave a comment

Posted by on August 27, 2011 in IT

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: